The Social Reckoning: การฉ้อฉลความทรงจำที่ไม่มีใครต้องการจาก Sorkin
(SeaPRwire) –
By: Lucas Caldwell

Aaron Sorkin ประกาศทำภาคต่อ The Social Network แต่ไม่มีใครตื่นเต้น. หนังเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีอยู่จริงๆ. เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในภาคต่อที่น่าสะพรึงกลัวนี้ทุกวัน. David Fincher ไม่ได้กลับมากำกับ. มันเหมือนการขายซองที่เปล่า. แต่ฮอลลีวูดชอบทำแบบนี้. พวกเขาขุดเงินจากความทรงจำของเรา. Zuckerberg ไม่ต้องการหนังเล่าเรื่องชีวิตเขาอีกแล้ว. เขามีเงินและอำนาจพอ. แต่ Sorkin คิดว่าเราต้องการเห็นการล่มสลายของเขาอีกครั้งบนจอภาพยนตร์. มันเป็นการล้อเลียนความเจ็บปวดของผู้ใช้งาน. พวกเราเหนื่อยกับการเห็นข่าวเกี่ยวกับเขา. หนังไม่ใช่คำตอบ. มันแค่สิ่งบันเทิงเท่านั้น.
หนังเรื่องใหม่ชื่อ The Social Reckoning. Jeremy Strong จาก Succession มารับบท Zuckerberg. เขาดูเหมือนจะเหมาะกับบทบาทนี้มาก. Jeremy Allen White รับบทนักข่าว Jeff Horwitz. Mikey Madison แสดงเป็นผู้แจ้งเบาะแส Frances Haugen. เรื่องราวจะเกี่ยวกับการปกป้องบริษัทจากข้อหา Facebook Files. โครงสร้างเรื่องเล่าเปลี่ยนไปจากเดิม. มันน้อยลงในส่วนของการให้การในศาล. มันเน้นไปที่การสืบสวนมากกว่า. รูปแบบคล้ายกับ All the President’s Men. ความเข้มข้นเพิ่มขึ้น. Sorkin โฟกัสที่ความสามารถของเขาเอง. คือการโต้เถียงในห้องพิจารณาคดี. นั่นคือสิ่งที่เขาถนัด. แต่มันจะน่าเบื่อหรือเปล่า.
หนังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 9 ตุลาคม. Sorkin เชื่อมั่นว่าถึงเวลาที่จะต้องพูดถึงเรื่องนี้เพิ่มเติม. เขามองว่ามันเป็นหน้าที่ของเขา. แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง มันอาจดูน่ารำคาญ. การมี companion piece มาเพิ่มเติมดูเหมือนการฉ้อฉล. Strong คือตัวเลือกที่ฉลาด. เขาเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก Jesse Eisenberg. เราเห็น Zuckerberg เติบโตเป็นคนหลงตัวเองมากขึ้น. การแสดงของ Strong น่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง. มนุษย์เงินเดือนบางคนอาจจะชอบ. แต่สำหรับพวกเราในวงการเทค มันซ้ำซาก. เราอยากให้มันจบลงไป. ไม่ใช่กลับมาฉายซ้ำ.
วงการภาพยนตร์พยายามจับจังหวะ Techlash. พวกเขาตามหลังกระแสความเกลียดชัง Big Tech. Facebook Files เป็นข้อมูลสำคัญ. มันแสดงให้เห็นความเสียหายของแพลตฟอร์ม. แต่การทำเป็นหนังคือการทำให้มันดูเหมือนบันเทิงความ. มันลดทอนความรุนแรงลง. ผู้ชมจะกินป๊อปคอร์นดูชีวิตจริงที่ทำลายสังคม. มันเป็นการสร้างระยะห่าง. ทำให้เราลืมว่าเราเป็นผู้ใช้งานระบบนี้. มันเป็นเกมของการสร้างความรู้สึกผิดชอบให้ผู้ชม. พวกเขาจะรู้สึกดีที่ได้ดูเขาถูกลงโทษ. แต่ในนามของอะไร. เพื่อความบันเทิงแบบชั่วคราว.
Sorkin ไม่มีความสามารถทางภาพเหมือน Fincher. Fincher สร้างบรรยากาศที่หนาวเย็น. Sorkin มีแต่คำพูด. หนังเรื่องนี้จะเต็มไปด้วยการพูดจา. มันจะขาดความรู้สึกไม่สบายใจ. มันจะเป็นหนังที่เน้นคำพูดมากกว่าภาพ. นั่นอาจเบื่อสำหรับคนทั่วไป. แต่สำหรับคนชอบวิเคราะห์ มันน่าสนใจ. มันเป็นการต่อสู้ระหว่างคำพูดและความจริง. อุตสาหกรรมบันเทิงต้องการเนื้อหา. พวกเขาไม่สนใจว่ามันจะลึกซึ้งแค่ไหน. แค่ต้องการคนดู. และเรื่องนี้มีชื่อยี่ห้อพอจะขายได้. มันคือการคำนวณทางธุรกิจ.
หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นเพียง footnote ในประวัติศาสตร์การล่มสลายของอาณาจักรสีน้ำเงินที่ไม่มีใครจำได้ในอีกห้าปีข้างหน้า.
Author bio: Lucas Caldwell, a tech opinion leader with millions of followers on X/Twitter